สมาคมนักระบาดวิทยาภาคสนาม (FEAT)
  • Home
  • Hall of Fame
    • อ.สุชาติ เจตนเสน >
      • Transcript วิดีโอ อ.สุชาติ
    • อ.ประยูร กุนาศล
    • อ.ธวัช จายนียโยธิน
    • Honorary Awards
    • FETP in Media
    • Alumni's Hall Of Fame
  • กิจกรรมและปฏิทิน
    • Photo gallery
  • About FEAT
    • คณะกรรมการสมาคม
    • Who We Are
    • Association Rules
    • Members
  • Member Application
  • Academic
    • E-book
    • PH Guideline
  • Web link
  • Contact Us
  • Blog

FEAT Blog

น้อง FETP ปี 2566  “ไม่ต้องตกใจ”

7/6/2023

0 Comments

 
Picture
        ผมได้ทราบว่าปี 2566  นี้จะมีน้องในโครงการ  FETP รุ่นใหม่หกท่านมาเข้ารับการฝึกอบรม  เนื่องจากคาดว่าคงไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกันโดยตรง  ผมในฐานะศิษย์เก่า FETP  รุ่นที่สี่  จึงขออนุญาตฝากข้อคิดมาทางข้อเขียนนี้
        เชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่คงได้ผ่านตาหนังสือชื่อ “อิคิไก”     โดยสรุปแนวคิดนี้แพร่หลายในวัฒนธรรมญี่ปุ่น   เขาพูดถึงเรื่องการทำงานของคนว่า  หากได้งานที่ตอบสนองทั้งสี่มิติก็ถือว่าโชคดีมาก  คือเป็นเรื่องที่ตรงกับความชอบความรักของตน ( Love)  นอกจากนั้นยังพบว่าตัวเองทำได้ดี (good at)  แถมทำแล้วยังได้ผลตอบแทนเป็นตัวเงินที่น่าพึงพอใจ (  Paid for)  และสุดท้ายนั้น งานนั้นเป็นประโยชน์กับความต้องการของผู้คน (  the world needs it)
        
        ​ในชีวิตจริง  เราอาจไม่โชคดีที่ได้งานแบบนั้น  เราชอบอย่างแต่ต้องทำอีกอย่าง  บางเรื่องชอบแต่ทำไม่เก่ง  หรือที่ชอบอยากทำแต่ค่าตอบแทนไม่ดี  หรือค่าตอบแทนดีแต่ไม่ชอบหรือทำไปแล้วรู้สึกไร้ประโยชน์   ดังนั้นการหาสิ่งที่ลงตัวหมดทุกอย่างตั้งแต่ต้นจึงไม่เกิดบ่อย  คนส่วนใหญ่มักจะค่อยๆขยับไปทีละเล็กทีละน้อย  จากมิติหนี่งไปสู่อีกมิติหนึ่ง  หรือยอมรับว่ามิตินี้ได้เท่านี้ก็พอ
          ตอนผมต้องมาเรียนระบาดวิทยา  น่าจะเรียกว่าจำใจมา    ผมไม่เคยมีความสนใจเรื่องนี้มาก่อน  ไม่ได้ตั้งใจจะสมัครมาเรียน  แต่มาเพราะจนตรอกไม่มีทางอื่นจะไป  มาเรียนได้สี่หรือห้าสัปดาห์ก็อยากจะลาออก เพราะรู้สึกว่าไม่ชอบ และเรื่องสถิติก็เป็นเรื่องที่ผมไม่ Get เลย  ไม่เหมือนการผ่าตัดที่เคยทำตอนอยู่โรงพยาบาลที่เห็นผลทันตา  แต่ก็ไม่รู้จะไปไหน  เลยต้องจำใจอยู่   สิ่งเดียวที่พอปลอบใจผมได้คือ  ผมได้มาอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่เพราะคุณพ่อเสียชีวิตกะทันหัน  วันที่ผมชอบมากที่สุดคือวันที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลชุมชนที่เคยอยู่   ขอให้ผมช่วยไปติดตามเรื่องราวที่ค้างคาอยู่ที่กองการเจ้าหน้าที่ หรือให้ช่วยไปยืมหนังกลางแปลงที่กองสุขศึกษาส่งไปให้ที่โรงพยาบาลหน่อย ฯลฯ  เมื่อไรก็ตามที่เราคิดว่าตัวเองมีประโยชน์ถือว่าเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ  และที่ถือว่าช่วยได้มากคือมีรุ่นพี่ๆที่คอยเอาใจใส่  ไม่ดุด่า คอยเป็นพี่เลี้ยงให้เวลาทำงานไม่เป็น  ออกไปสอบสวนโรคร่วมกัน  พาไปพบปะกับคนที่เชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ  ทำไปทำมาก็เริ่มรู้สึกว่าระบาดวิทยาเป็นเรื่องสนุกอยู่เหมือนกัน  เพราะเห็นปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำจนไปท้ายน้ำ  ข้อดีอีกอย่างของการเรียนในสมัยนั้นคือเรียนจากการลงมือทำเองเกือบร้อยเปอร์เซนต์  ยิ่งทำมากก็ทำได้ดีขึ้น  เรื่องค่าตอบแทนนั้น  ก็ต้องไปอยู่เวรกลางคืนหรือตอนเย็นบ้างเป็นบางวัน  แต่ก็พอให้มีค่าใช้จ่ายกับชีวิตเมืองหลวง  เมื่อรายได้ไม่มาก ก็ต้องไม่ฟุ่มเฟือย 
Picture
พี่ ๆ ผ่านการฝึกอบรมแบบนี้มาได้ทุกรุ่น มองภาพ alumni เป็นกำลังใจให้น้อง ๆ ที่มาใหม่
        ผ่านไปเกือบสี่สิบปีจนเกษียณ  หากถามว่าถ้าย้อนเวลากลับไปเลือกใหม่  จะเดินทางเดิมหรือไม่  คงตอบแบบไม่ต้องคิดว่าไม่เปลี่ยนทางเดินการเป็นนักระบาดวิทยา  แต่อยากเดินให้ดีกว่าเดิม  เส้นทางของนักระบาดวิทยาเป็นเส้นทางที่ต้องใช้ระยะเวลาฟักตัวยาวนานพอควร   หากน้องๆ FETP รุ่นใหม่ปี 2566 เรียนได้สักพักแล้วคิดจะลาออก  ไม่ต้องตกใจ  เป็นธรรมดา  แต่ขออย่าได้ด่วนตัดสินใจ ให้ลองปรึกษาอาจารย์ต่าง ๆ ดู   และหากเรียนแล้วไม่รู้เรื่องไม่ต้องตกใจ ลองปรึกษาอาจารย์ว่าขอเอาแต่แก่นไม่เอารายละเอียด   หากเรียนแล้วรู้สึกว่าไม่เกิดประโยชน์ ไม่ต้องตกใจ  ลองไตร่ตรองและปรึกษาอาจารย์ดูว่า   เรามองข้ามการใช้ประโยชน์บางอย่างหรือไม่  หรือเน้นผิดที่
        ขอให้กำลังใจน้อง ๆ รุ่นใหม่  เพราะน้องคืออนาคตระบาดวิทยาของประเทศไทย

Picture

Author

นพ.คำนวณ  อึ้งชูศักดิ์
FETP รุ่นที่ 4
อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค
(อดีต ผอ. FETP ผอ.กองระบาดวิทยา)
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

0 Comments

พี่ครรชิต ลิมปกาญจนารัตน์ FETP คนไทยหนึ่งเดียวที่ได้เรียน EIS

29/5/2023

0 Comments

 
Picture
         ปี 2565 หลังการระบาดโควิด 19 ผ่านไป ผมได้มีโอกาสไปอบรม Public Health Emergency Management ที่ US CDC แอตแลนต้า และได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ของ CDC และที่ตื่นตาตื่นใจมากก็คือ มีส่วนที่จัดแสดงกรอบรูปของผู้จบ EIS แต่ละรุ่น ซึ่งมีแสดงบางรุ่นเท่านั้น และหนึ่งในนั้นมีรุ่นปี 1982 ที่พี่ครรชิต ลิมปกาญจนารัตน์ หนึ่งเดียวของคนไทยที่ได้ไปเรียนหลักสูตร EIS
          EIS ย่อมาจาก Epidemic Intelligence Service Service ถ้าแปลตรงตัวคงจะเรียกเป็น “หน่วยข่าวกรองการระบาด” เป็นหลักสูตรแบบ Non-degree แต่มีคนสนใจเรียนกันมากมายในแต่ละปี ทั้ง MD, PhD, สัตวแพทย์, หรือ health professional สาขาอื่น ๆ 
          EIS เป็นต้นแบบหลักสูตร FETP ของประเทศไทย
         รุ่นปี 1982 นับจากรูปมีทั้งสิ้น 49 คน นับเป็นโปรแกรมการฝึกอบรมที่ใหญ่กว่า FETP ของเรามากทีเดียว การมีเครือข่ายระดับรัฐที่เข้มแข็ง ทำให้ผู้เข้าฝึกอบรม EIS ไป on-the-job training ที่รัฐต่าง ๆ ได้
         มุมขำ ๆ ที่ดูจากกรอบรูปที่ระลึกของรุ่นที่ฝากไว้ ออกเชิงล้อเลียน ชื่อ CDC Centers for Disease Control ก็ล้อเป็น COC = Centers Out Of Control มีคำว่า Politicus Supra Epidemiologicus เชิงเสียดสีเล็ก ๆ สะท้อนว่า หลายเรื่องที่การตัดสินใจมีประเด็นเชิงการเมืองมาอยู่เหนือข้อมูลทางระบาดวิทยา
         พี่ครรชิต เรียน FETP รุ่นที่ 1 ปี 1980 เมื่อครบสองปี ก็ไปเรียน EIS การรับชาวต่างชาติเข้าเรียนจะรับเพียงประเทศละคนเท่านั้น เมื่อจบแล้วต้องไปพัฒนา FETP ของประเทศตนเอง
Picture
​         เมื่อกลับมาเมืองไทยก็มาเป็น ผอ. หลักสูตร FETP ไทยที่เป็นคนไทยคนแรก จากนั้นไปเป็น Adjunct Director หรือ Thai co-director ของศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ เป็นเวลา 11 ปี 
         พี่ครรชิต ไปทำงานองค์การอนามัยโลก South-East Asia Regional Office ที่กรุงเดลี ประเทศอินเดีย และต่อมาไปเป็นผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศอินโดนีเซีย (WHO Representative to Indonesia)
Picture
(Credit: ภาพจาก facebook สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย)
         ในช่วงการระบาดใหญ่โรคโควิด 19 พี่ครรชิตเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
         ปัจจุบันพี่ครรชิตเป็นกำลังสำคัญในงาน Global Health Security Agenda (GHSA) ของประเทศไทย เป็นคณะกรรมการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ
         ผมเล่าเรื่องนี้เพื่อให้น้อง ๆ รุ่นหลังได้รู้จักว่า พี่ครรชิตที่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่น้อง ๆ ทำให้เราเห็นว่า นักระบาดวิทยาภาคสนามสามารถทำงานสาธารณสุขได้หลากหลายบทบาทและสร้างคุณประโยชน์แก่สังคม ประเทศชาติ และ นานาชาติได้
Picture

Author

เล่าเรื่องโดย
นพ.เฉวตสรร นามวาท FETP รุ่น 20
เลขานุการ สมาคมนักระบาดวิทยาภาคสนาม (FEAT)
ผู้อำนวยการฝ่ายไทย ศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ​

0 Comments

รูปเล่าเรื่อง - รมต. สธ. สหรัฐฯ และ ผอ. US CDC มอบใบประกาศนียบัตรแก่ อ.สุชาติ

18/5/2023

0 Comments

 
        รูปนี้เป็นการมาเยือนประเทศไทยของรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข และ ผอ. US CDC เมื่อประมาณปี 2013 โดยเว็บไซต์ของ CDC ได้โพสต์ไว้เมื่อ 26 พ.ย. 2013 (คลิก) [1]
Picture
        บุคคลในภาพจากซ้ายไปขวาคือ Dr. Tom Frieden ผอ. US CDC (เทียบเท่าอธิบดีกรมควบคุมโรคของไทย) ต่อมาคือ อ.สุชาติ เจตนเสน รมต. Kathlene Sebelius และ อธิบดีกรมควบคุมโรคในเวลานั้น นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ FETP รุ่น 6
        ทั้งสองท่านที่มาจากอเมริกาได้มอบใบประกาศนียบัตร แสดงความระลึกถึงคุณความดีที่ อ.สุชาติ เป็นผู้ก่อตั้ง FETP ประเทศไทย ซึ่งเติบโตต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน มีความสำเร็จต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับโรคเอดส์ การพัฒนาสูตรยาต้านไวรัส การป้องกันการแพร่เชื้อ HIV จากแม่สู่ลูก การพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน ฯลฯ ล้วนมีรากฐานสำคัญคือ FETP

Read More
0 Comments

กว่าจะมาเป็นแพทย์ด้านระบาดวิทยา

26/2/2022

2 Comments

 
ตอนสมัยเป็นนักเรียนแพทย์ พอนึกถึงคำว่า “ระบาดวิทยา” ก็จะนึกถึงการทำงานวิจัยที่หนักหน่วง ตั้งแต่การเรียนเรื่องระเบียบวิธีวิจัยและชีวสถิติ การนำเสนอโครงร่างงานวิจัย การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำเสนอผลการวิจัย พอจบเป็นแพทย์ ก็จะมีความเข้าใจตรงนี้ว่า คนที่เป็นแพทย์ด้านระบาดวิทยา จะต้องเป็นคนที่เก่งวิจัยทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขมากๆแน่เลย แต่พอได้มาเรียนจริงๆที่ FETP ทำให้ผมรู้ว่า การทำวิจัย มันเป็นเพียงแค่ “ส่วนหนึ่ง” เท่านั้น
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้นิดหนึ่ง จะมีคำถามที่หลายๆคนชอบถามผมเมื่อตัดสินใจได้ว่าจะไปขอทุนเพื่อไปเรียนด้านเวชศาสตร์ป้องกัน (แขนงระบาดวิทยา) ก็คือ ทำไมถึงเรียน คำตอบที่ตอบโดยกลั่นกรองมาจากส่วนลึกของจิตใจก็คือ “การไม่อยากโดนโทรปลุกตอนอยู่เวรเมื่ออายุเพิ่มขึ้น มันเหนื่อย” เมื่อผมได้รับทุน (ตอนนั้นขอทุนจากโรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์) และได้รับการตอบรับให้เรียนที่ FETP (หลักสูตร 2 ปี) ชีวิตก็ต้องขนสำมะโนครัวไปอยู่ที่นนทบุรีเป็นเวลา 2 ปี และแล้วชีวิตการเรียนเฉพาะทางก็ได้เริ่มต้นขึ้น
วันแรกของการเรียนหลักสูตรได้จัดให้ให้มีการเรียนพื้นฐานด้านระบาดวิทยาภาคสนามและชีวสถิติ (Introductory Course on Field Epidemiology and Biostatistics) ซึ่งจัดทุกๆเดือนมิถุนายน เป็นหลักสูตร 1 เดือน โดยการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แพทย์ประจำบ้าน (เค้าเรียกว่า “trainee”) ทุกคนต้องเข้า ซึ่งตอนนั้นผมไม่เก่งภาษาอังกฤษเลย (ไม่ว่าจะฟังพูดอ่านเขียน) ทำให้ตอนเรียนต้องตั้งใจมาก เมื่อการเรียนในช่วง 1 เดือน ผ่านพ้นไป จะมีกิจกรรมหนึ่งที่เรียกได้ว่า “หิน” ที่สุดของหลักสูตร ก็คือ กิจกรรม “Monday Meeting” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ trainee คนใดที่ต้องนำเสนองานในกิจกรรมนี้ จะมีความเครียดเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ เหตุผลก็คือ ต้องนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ (ดมยาดมแปรบ) และต้องคอยตอบคำถามจากกลุ่ม trainee ปี 1  trainee ปี 2 และเหล่าบรรดาคณาจารย์ที่เรียกได้ว่าขนกันมาทั้งกองระบาด (มันคือเรื่องจริง) โดยต้องตอบคำถามและอภิปราย เป็นภาษาอังกฤษ (OMG!!) นอกจากนี้ในช่วง 2 ปีที่เรียน จะเจอโจทย์และความท้าทายที่หลากหลาย เช่น การสอบสวนโรค การเฝ้าระวังโรค การประเมินระบบเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา งานวิจัย หรือโจทย์อื่นๆที่คณาจารย์มอบให้เพื่อฝึกทักษะของ trainee 
พอใกล้จบการศึกษาจาก FETP หนทางใหม่ที่ต้องหาก็คือ “การศึกษาต่อในระดับปริญญาโท” คือเรื่องมันมีอยู่ว่า ถ้าจะสอบวุฒิบัตรด้านระบาดวิทยา (ย่อว่า วว.) นอกจากจะเรียนที่ FETP แล้ว จะต้องเรียนปริญญาโทด้านระบาดวิทยาหรือสาธารณสุขด้วย (หลักสูตรของไทยหรือต่างประเทศก็ได้) ถ้าไม่เรียนปริญญาโทก็จะไม่สามารถสอบเอา วว. ได้ พอรับทราบดังนั้น ก็เริ่มหาที่เรียน อย่างที่บอกไว้ข้างต้น “ผมไม่เก่งภาษาอังกฤษเลย” ดังนั้นการเรียนปริญญาโทต่างประเทศคงต้องตัดทิ้ง ก็เลยมาลงเอยที่การเรียนปริญญาโท สาธารณสุขศาสตร์มหาบัณฑิต ของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งนั่นก็หมายความว่า “ต้องย้ายสัมมะโนครัวไปอยู่ที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิอีก 1 ปี TT” 
เมื่อ 1 ปี ผ่านไป ไวเหมือนโกหก (ส่งเล่มวิทยานิพนธ์ ทำเรื่องจบปริญญาโท บลาๆ เรียบร้อย) สิ่งที่ทำให้ trainee ที่ต่างคนต่างแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง (บางคนเรียนมหาลัยอื่นในไทย บางคนเรียนต่างประเทศ) ก็ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งโดยนัดหมาย เพื่อทำสิ่งที่เหมือนกันก็คือ “การสอบบอร์ด” ซึ่งตอนนั้นพูดตรงๆ การเตรียมตัวสอบบอร์ดเป็นอะไรที่ “อภิมหาหิน” กว่าใดๆทั้งปวง เพราะเป็นการตัดสินว่าเราจะเป็นหมอเฉพาะทางหรือไม่ ซึ่งวันก่อนสอบเป็นอะไรที่ต้องสวดมนต์ไหว้พระ ภาวนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก เพื่อให้การสอบผ่านพ้น 
เมื่อการสอบผ่านพ้น และผลก็คือ ทุกคนที่มาสอบด้วยกัน สอบผ่านทุกคน ทำให้ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำงานตามที่ที่ขอทุนมา แน่นอน ผมต้องกลับไปทำงานที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โดยทำงานในกลุ่มงานเวชกรรมสังคม ซึ่งในบทความต่อไป จะมาเล่าให้ฟังว่า ชีวิตการทำงานของหมอระบาดในโรงพยาบาลศูนย์ ทำอะไรบ้าง       
Picture
นพ.วรยศ ดาราสว่าง FETP รุ่น 37
กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลบุรีรัมย์


2 Comments

    Archives

    October 2023
    September 2023
    August 2023
    June 2023
    May 2023
    April 2023
    February 2022

    Categories

    All
    ความรู้ระบาดวิทยา
    แวดวงพี่น้อง FETP
    สาระน่ารู้

    RSS Feed

    บล็อกล่าสุด
    • ประสบการณ์ใน world-class program CDC Public Health Emergency Management Fellowship Training Program, Cohort 16
    • หมอนักสืบ ออกทะเล ตอน ภัยเงียบ…กระแสน้ำไหลย้อนกลับ
    • จากเรื่องราวของ Transgender Teen คนหนึ่ง สู่การเติมความรู้ระบาดวิทยาใน Pride Month
    • 3 คำถามกับนายก: Pride Month กับนักระบาดวิทยา เกี่ยวข้องกันอย่างไร
    • น้อง FETP ปี 2566  “ไม่ต้องตกใจ”
    • มานุษยวิทยากับการเกิดโรคระบาด
    • พี่ครรชิต ลิมปกาญจนารัตน์ FETP คนไทยหนึ่งเเดียวที่ได้เรียน EIS
    • หมอจอห์น สโนว์ ผู้ใช้ระบาดวิทยาสอบสวนโรคภาคสนาม เพื่อไขความจริงโรคอหิวาต์ระบาดในลอนดอน
    • รู้หรือไม่ คนไทยได้ทุนวิจัยจากจาก NIH สหรัฐอเมริกาเท่าไหร่
    • รูปเล่าเรื่อง - รมต. สธ. สหรัฐฯ และ ผอ. US CDC มอบใบประกาศนียบัตรแก่ อ.สุชาติ​
    • 7 วิธีโตอย่างมั่นคงในระบบราชการ
    • กว่าจะมาเป็นแพทย์ด้านระบาดวิทยา
Picture
นพ.ทวีทรัพย์ ศิรประภาศิริ
​นายกสมาคม
Proudly powered by Weebly
  • Home
  • Hall of Fame
    • อ.สุชาติ เจตนเสน >
      • Transcript วิดีโอ อ.สุชาติ
    • อ.ประยูร กุนาศล
    • อ.ธวัช จายนียโยธิน
    • Honorary Awards
    • FETP in Media
    • Alumni's Hall Of Fame
  • กิจกรรมและปฏิทิน
    • Photo gallery
  • About FEAT
    • คณะกรรมการสมาคม
    • Who We Are
    • Association Rules
    • Members
  • Member Application
  • Academic
    • E-book
    • PH Guideline
  • Web link
  • Contact Us
  • Blog