สมาคมนักระบาดวิทยาภาคสนาม (FEAT)
  • Home
  • Hall of Fame
    • อ.สุชาติ เจตนเสน >
      • Transcript วิดีโอ อ.สุชาติ
    • อ.ประยูร กุนาศล
    • อ.ธวัช จายนียโยธิน
    • Honorary Awards
    • FETP in Media
    • Alumni's Hall Of Fame
  • กิจกรรมและปฏิทิน
    • Photo gallery
  • About FEAT
    • คณะกรรมการสมาคม
    • Who We Are
    • Association Rules
    • Members
  • Member Application
  • Academic
    • E-book
    • PH Guideline
  • Web link
  • Contact Us
  • Blog

FEAT Blog

จากเรื่องราวของ Transgender Teen คนหนึ่ง สู่การเติมความรู้ระบาดวิทยาใน Pride Month

17/6/2023

0 Comments

 
Picture
        ​ผมไปเจอคลิปของวัยรุ่นที่ผ่านความเจ็บปวดของการถูกบุลลี่เพราะเพศสภาวะไม่ตรงกับเพศแต่กำเนิด และมีบทความน่าสนใจที่ศึกษาการยอมรับเพศทางเลือก ขอนำมาแบ่งปันเรียกน้ำย่อยให้นักระบาดวิทยาที่สนใจไปศึกษาเพิ่มเติมกันได้
        ก่อนเข้าเรื่อง ขอเล่าถึงคำถามในเว็บไซต์ที่น่าสนใจ มีคำถามว่า คือ การเฉลิมฉลอง LGBTQ+ Pride Month เป็นความภาคภูมิใจของเพศทางเลือกเท่านั้นหรือ คนที่เพศสภาวะตรงกับเพศทางสรีรวิทยาแต่กำเนิด หมายถึง ชาย หญิง ทั่ว ๆ ไป ไม่ฉลองความภาคภูมิใจด้วยหรือ
        ซึ่งมีคำตอบที่ดีอธิบายไว้ว่า สำหรับคนเป็น Straight Men and Straight Women นั้น มีความยอมรับจากสังคมควรภาคภูมิใจอยู่ในทุก ๆ วันแล้ว และสามารถร่วมยินดี ร่วมฉลองกับเพศทางเลือกใน Pride Month ได้ด้วย
        การติดธงสีรุ้งในหน่วยงาน การแสดงสัญลักษณ์ใน Social Media ยอมรับตัวตนของเพศทางเลือก ช่วยลดการแบ่งแยก ลดการตีตรา ช่วยให้คนทุกคนไม่ว่าเพศสภาวะแบบใดพัฒนาความสามารถของตนได้เต็มตามศักยภาพ ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

การเฉลิมฉลอง LGBTQ+ Pride Month เป็นความภาคภูมิใจของเพศทางเลือกเท่านั้นหรือ  ชาย หญิง ทั่ว ๆ ไป ไม่ฉลองความภาคภูมิใจด้วยหรือ "
        ในบางสังคม บางชุมชน เพศสภาวะที่เป็นเพศทางเลือกอาจไม่เป็นที่ยอมรับสูงมาก เช่น ครอบครัวไล่ออกจากบ้าน กฎหมายถือว่าเป็นความผิด เป็นต้น หรือมีความปิดกั้นทำให้เก็บกด ไม่กล้าแสดงออกเพราะไม่ตรงกับความคาดหวังของครอบครัว ของสังคม เป็นที่มาของปัญหาสุขภาพจิต และความเสี่ยงต่อโรคภัยบางอย่างมากขึ้น
         คลิปที่ผมจับภาพมาเล่าเป็นคลิปที่สำนักข่าว abc news เผยแพร่ไว้ตั้งแต่ปี 2016 แล้ว เด็กคนนี้ชูป้ายกระดาษเขียนข้อความ โดยไม่เอ่ยปากพูดแม้แต่คำเดียว แต่หัวข้อคลิปของเธอก็บอกให้เรารู้เลา ๆ ตั้งแต่ก่อนเริ่มดู Transgender Teen Shares Powerful Message
        ความที่เกิดมาในสรีระเพศชาย แต่ความชื่นชอบทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่เหมือนเด็กชาย ชอบแต่งตัวเป็นเด็กหญิง ชอบสวมรองเท้าส้นสูงของแม่แล้วเดินไปมาในบ้าน เด็กคนนี้เมื่อเข้าโรงเรียนก็เข้ากลุ่มเพื่อนผู้หญิงไม่ได้ ส่วนกลุ่มเพื่อนผู้ชายก็กลั่นแกล้งเธอ บุลลี่เธอ จนกลับถึงบ้านต้องร้องไห้แทบทุกวัน ในที่สุดพ่อและแม่ก็ให้ออกจากโรงเรียน และสอนเองที่บ้านแบบ Home School
        จนกระทั่งเจอเรื่องราวทางออนไลน์ ที่ทำให้เธอเห็นตัวอย่างคนที่เป็นแบบเดียวกัน และมั่นใจว่า ที่เธอเป็นแบบนี้ไม่ใช่ความผิดอะไร และแม่พาเธอไปพบนักบำบัด จนนำไปสู่การให้ฮอร์โมนเพศหญิงเมื่ออายุเข้าวัยรุ่น เธอไปโรงเรียนอีกครั้ง ในโรงเรียนที่ครูและนักเรียนยอมรับตัวตนของเธอ ครูใหญ่ให้เธอใช้ห้องน้ำและห้องล็อกเกอร์ของเพศหญิง (ที่เธอถ่ายคลิปนี้) เธอได้เล่นฟุตบอลหญิงด้วย 
       ผมได้อ่านข่าวที่เธอให้ข้อมูลแก่ abc news แล้วรู้สึกว่าคำพูดมีพลังมาก ที่บอกว่า "We're not a threat. We are just like any other kids. We only want people to accept and love us for who we are." (คลิกอ่านในเอกสารเพิ่มเติม)
        ท่านที่สนใจ สามารถดูคลิปโดยละเอียดความยาวประมาณ 5 นาทีนี้ได้ ประทับใจประโยคไหนคอมเมนต์กันมาได้ครับ
        ขอนำตัวอย่างผลสำรวจความยอมรับเพศทางเลือกในสหรัฐฯ มาให้ดูท้ายข้อเขียน เรื่องนี้น่าสนใจความเป็น Social Epidemiology การตั้งคำถามในแบบสำรวจจะถามอย่างไรไห้ทราบผลสำรวจแบบนี้ เนื้อหาเพิ่มเติมไว้มาติดตามต่อตอนที่ 2 อีกทีนะครับ
 
คลิกเอกสารที่น่าสนใจเพิ่มเติม
1. เพศภาวะ ความหลากหลายทางเพศ การทับซ้อน ของอัตลักษณ์ และ การท างานของ UNDP เพื่อ ส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (UNDP)
2. เมื่อนิยามยุคใหม่ไปไกลกว่าแค่ชายกับหญิง (Thai PBS)
3. LGBTQ แตกต่างไม่ใช่ผิดปกติ (รพ.เพชรเวช)
4. We're Not a Threat: Transgender Teen Shares Powerful Message on Bullying (คลิก)

คลิกรูปเพื่อไปที่เว็บบทความนี้

Author

นพ.เฉวตสรร  นามวาท
FETP รุ่น 20
เลขานุการสมาคมนักระบาดวิทยาภาคสนาม (FEAT)
ผู้อำนวยการฝ่ายไทย ศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐ ด้านสาธารณสุข

0 Comments

3 คำถามกับนายก: Pride Month กับนักระบาดวิทยา เกี่ยวข้องกันอย่างไร

9/6/2023

0 Comments

 
Picture
 Q: ที่เรียกว่า Pride Month มีความหมายว่าอย่างไร และเกี่ยวข้องกับงานระบาดวิทยาอย่างไร
A: Pride month หรือ เดือนแห่งความภาคภูมิใจ เป็นช่วงเวลาที่บุคคลหลากหลายทางเพศ LGBTQ+ (Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender, Queer, อื่นๆ) เฉลิมฉลอง สร้างความภูมิใจ เกี่ยวกับมิติและความหลากหลายของเพศ งานระบาดวิทยาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง แต่สามารถมีบทบาทในการเข้าใจมิติความหลากหลายทางเพศและความต่างของสภาวะสุขภาพที่กลุ่มสมาชิกของ LGBTQ+ เผชิญอยู่ได้
Q: มีหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของกลุ่ม LGBTQ+ หรือไม่
A: การวิจัยทางระบาดวิทยา ได้แสดงให้เห็นว่าประชากร LGBTQ+ อาจมีวิถีความเสี่ยงและมีปัญหาสุขภาพบางอย่างสูงขึ้น เช่น สุขภาพจิต เอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การใช้สารเสพติด และมะเร็งบางชนิด ปัญหาเหล่านี้มีส่วนที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ รวมถึง การรังเกียจกีดกัน การแบ่งแยก และปัจจัยทางสังคมที่อื่น ๆ ซึ่งจำกัดการเข้าถึงบริการสุขภาพ 
Picture
​Q: ในมุมมองของนายกสมาคมนักระบาดวิทยาภาคสนาม บุคลากรทางระบาดวิทยาควรจะมีบทบาทอย่างไรในเรื่องสุขภาพของ LGBTQ+
A: นักระบาดวิทยาสามารถทำงานเพื่อรู้ปัญหา หาสาเหตุ และพัฒนากลยุทธ์เพื่อจัดทำมาตรการ โดยร่วมมือกับบุคคลที่มีหลากหลายทางเพศ องค์กรสุขภาพ ผู้กำหนดนโยบาย เจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น และประชาชนในชุมชน เพื่อลดความเสี่ยงและขจัดความไม่เท่าเทียมทางสุขภาพได้
      ในบริบทของเดือนไพรด์ นักระบาดวิทยาสามารถสื่อสาร และนำผลการศึกษาวิจัยและควบคุมโรคที่เน้นความต้องการด้านสุขภาพของชุมชน LGBTQ+ มาให้ความรู้ ความเข้าใจกับประชากรเป้าหมาย หรือจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นประโยชน์อย่างเสมอภาคสำหรับทุกบุคคล ทุกเพศภาวะได้ 
Picture
=================

Picture

แขกผู้ให้สัมภาษณ์

นพ.ทวีทรัพย์  ศิรประภาศิริ
FETP รุ่น 10
นายกสมาคมนักระบาดวิทยาภาคสนาม
อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค

0 Comments

น้อง FETP ปี 2566  “ไม่ต้องตกใจ”

7/6/2023

0 Comments

 
Picture
        ผมได้ทราบว่าปี 2566  นี้จะมีน้องในโครงการ  FETP รุ่นใหม่หกท่านมาเข้ารับการฝึกอบรม  เนื่องจากคาดว่าคงไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกันโดยตรง  ผมในฐานะศิษย์เก่า FETP  รุ่นที่สี่  จึงขออนุญาตฝากข้อคิดมาทางข้อเขียนนี้
        เชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่คงได้ผ่านตาหนังสือชื่อ “อิคิไก”     โดยสรุปแนวคิดนี้แพร่หลายในวัฒนธรรมญี่ปุ่น   เขาพูดถึงเรื่องการทำงานของคนว่า  หากได้งานที่ตอบสนองทั้งสี่มิติก็ถือว่าโชคดีมาก  คือเป็นเรื่องที่ตรงกับความชอบความรักของตน ( Love)  นอกจากนั้นยังพบว่าตัวเองทำได้ดี (good at)  แถมทำแล้วยังได้ผลตอบแทนเป็นตัวเงินที่น่าพึงพอใจ (  Paid for)  และสุดท้ายนั้น งานนั้นเป็นประโยชน์กับความต้องการของผู้คน (  the world needs it)
        
        ​ในชีวิตจริง  เราอาจไม่โชคดีที่ได้งานแบบนั้น  เราชอบอย่างแต่ต้องทำอีกอย่าง  บางเรื่องชอบแต่ทำไม่เก่ง  หรือที่ชอบอยากทำแต่ค่าตอบแทนไม่ดี  หรือค่าตอบแทนดีแต่ไม่ชอบหรือทำไปแล้วรู้สึกไร้ประโยชน์   ดังนั้นการหาสิ่งที่ลงตัวหมดทุกอย่างตั้งแต่ต้นจึงไม่เกิดบ่อย  คนส่วนใหญ่มักจะค่อยๆขยับไปทีละเล็กทีละน้อย  จากมิติหนี่งไปสู่อีกมิติหนึ่ง  หรือยอมรับว่ามิตินี้ได้เท่านี้ก็พอ
          ตอนผมต้องมาเรียนระบาดวิทยา  น่าจะเรียกว่าจำใจมา    ผมไม่เคยมีความสนใจเรื่องนี้มาก่อน  ไม่ได้ตั้งใจจะสมัครมาเรียน  แต่มาเพราะจนตรอกไม่มีทางอื่นจะไป  มาเรียนได้สี่หรือห้าสัปดาห์ก็อยากจะลาออก เพราะรู้สึกว่าไม่ชอบ และเรื่องสถิติก็เป็นเรื่องที่ผมไม่ Get เลย  ไม่เหมือนการผ่าตัดที่เคยทำตอนอยู่โรงพยาบาลที่เห็นผลทันตา  แต่ก็ไม่รู้จะไปไหน  เลยต้องจำใจอยู่   สิ่งเดียวที่พอปลอบใจผมได้คือ  ผมได้มาอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่เพราะคุณพ่อเสียชีวิตกะทันหัน  วันที่ผมชอบมากที่สุดคือวันที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลชุมชนที่เคยอยู่   ขอให้ผมช่วยไปติดตามเรื่องราวที่ค้างคาอยู่ที่กองการเจ้าหน้าที่ หรือให้ช่วยไปยืมหนังกลางแปลงที่กองสุขศึกษาส่งไปให้ที่โรงพยาบาลหน่อย ฯลฯ  เมื่อไรก็ตามที่เราคิดว่าตัวเองมีประโยชน์ถือว่าเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ  และที่ถือว่าช่วยได้มากคือมีรุ่นพี่ๆที่คอยเอาใจใส่  ไม่ดุด่า คอยเป็นพี่เลี้ยงให้เวลาทำงานไม่เป็น  ออกไปสอบสวนโรคร่วมกัน  พาไปพบปะกับคนที่เชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ  ทำไปทำมาก็เริ่มรู้สึกว่าระบาดวิทยาเป็นเรื่องสนุกอยู่เหมือนกัน  เพราะเห็นปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำจนไปท้ายน้ำ  ข้อดีอีกอย่างของการเรียนในสมัยนั้นคือเรียนจากการลงมือทำเองเกือบร้อยเปอร์เซนต์  ยิ่งทำมากก็ทำได้ดีขึ้น  เรื่องค่าตอบแทนนั้น  ก็ต้องไปอยู่เวรกลางคืนหรือตอนเย็นบ้างเป็นบางวัน  แต่ก็พอให้มีค่าใช้จ่ายกับชีวิตเมืองหลวง  เมื่อรายได้ไม่มาก ก็ต้องไม่ฟุ่มเฟือย 
Picture
พี่ ๆ ผ่านการฝึกอบรมแบบนี้มาได้ทุกรุ่น มองภาพ alumni เป็นกำลังใจให้น้อง ๆ ที่มาใหม่
        ผ่านไปเกือบสี่สิบปีจนเกษียณ  หากถามว่าถ้าย้อนเวลากลับไปเลือกใหม่  จะเดินทางเดิมหรือไม่  คงตอบแบบไม่ต้องคิดว่าไม่เปลี่ยนทางเดินการเป็นนักระบาดวิทยา  แต่อยากเดินให้ดีกว่าเดิม  เส้นทางของนักระบาดวิทยาเป็นเส้นทางที่ต้องใช้ระยะเวลาฟักตัวยาวนานพอควร   หากน้องๆ FETP รุ่นใหม่ปี 2566 เรียนได้สักพักแล้วคิดจะลาออก  ไม่ต้องตกใจ  เป็นธรรมดา  แต่ขออย่าได้ด่วนตัดสินใจ ให้ลองปรึกษาอาจารย์ต่าง ๆ ดู   และหากเรียนแล้วไม่รู้เรื่องไม่ต้องตกใจ ลองปรึกษาอาจารย์ว่าขอเอาแต่แก่นไม่เอารายละเอียด   หากเรียนแล้วรู้สึกว่าไม่เกิดประโยชน์ ไม่ต้องตกใจ  ลองไตร่ตรองและปรึกษาอาจารย์ดูว่า   เรามองข้ามการใช้ประโยชน์บางอย่างหรือไม่  หรือเน้นผิดที่
        ขอให้กำลังใจน้อง ๆ รุ่นใหม่  เพราะน้องคืออนาคตระบาดวิทยาของประเทศไทย

Picture

Author

นพ.คำนวณ  อึ้งชูศักดิ์
FETP รุ่นที่ 4
อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค
(อดีต ผอ. FETP ผอ.กองระบาดวิทยา)
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

0 Comments

มานุษยวิทยากับการเกิดโรคระบาด

3/6/2023

1 Comment

 
Picture
          ​ผมมีความสนใจในประเด็นด้านสังคมวิทยา มานุษยวิทยา วัฒนธรรม และพฤติกรรของมนุษย์กับการเกิดโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ ตลอดจนการเกิดโรคระบาดในอนาคต ซึ่งแน่นอนว่าเวลาพูดถึงประเด็นด้านมานุษยวิทยาที่มีความสัมพันธ์กับการแพทย์และสุขภาพ พวกเราจะนึกถึงท่านนายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมานุษยวิทยาทางการแพทย์ ซึ่งท่านได้เขียนบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ มานุษยวิทยากับการเกิดโรคระบาด ซึ่งผมขอสรุปสั้นๆดังต่อไปนี้
Picture
ผู้ป่วยโรค Kuru ตัวสั่น กระตุก ไม่มีแรงยืนหรือแม้แต่นั่งตัวตรงด้วยตนเอง (credit ภาพ - wikipedia)
          ​เมื่อพูดถึงคำอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างมานุษยวิทยา เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมกับการเกิดโรค จะมีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต ได้แก่ การเกิดโรค Kuru ในผู้หญิงที่อาศัยในชุมชนชาวฟอร์ ที่ปาปัว นิวกินี โดยพบว่าผู้หญิงในชุมชนจะมีความผิดปกติในการเคลื่อนไหว สั่น และชักกระตุก และเสียชีวิตในที่สุด ในตอนแรกนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าโรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากพันธุกรรม แต่เมื่อนักมานุษยวิทยาได้เขียนผังเครือญาติของทุกครอบครัวในชุมชน พบว่าแท้จริงแล้วโรคนี้ไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม แต่เกิดจากการที่ชุมชนนี้มีวัฒนธรรมการจัดการศพผู้ป่วยที่เป็นโรคโดยวิธีที่ไม่เหมาะสม อันส่งผลทำให้เกิดการรับเชื้อโรคจากผู้เสียชีวิตแล้วเกิดโรคตามมา [1,2] การค้นพบว่าพิธีกรรมการทำศพเป็นสาเหตุของการติดเชื้อทำให้เกิดมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหา ซึ่งทำให้ในที่สุดโรคดังกล่าวที่ชาวฟอร์เรียกว่า “Kuru” ก็ได้ถูกกำจัดไปจากชุมชนชาวฟอร์จนหมดสิ้น
          ​ความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรม วิถีชีวิต ทำให้เข้าใจการเกิดโรคได้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น คนพื้นเมืองในประเทศตุรกีและจีนที่จะห่อตัวเด็กทารกแน่น ๆ เนื่องจากอากาศหนาว ทำให้ปอดขยายตัวไม่เต็มที่ ทำให้เด็กมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ง่าย [3] หรือในประเทศจีนที่ชาวสวนมักจะใช้อุจจาระในการทำปุ๋ยสำหรับทำสวนผัก ทำให้ชาวสวนที่เดินเท้าเปล่าติดเชื้อพยาธิปากขอได้ง่าย และเพศหญิงมักเป็นผู้ทำงานในสวน จึงพบพยาธิปากขอมากกว่า [4]
Picture
Prof. Shirley Lendenbaum เป็นนักมานุษยวิทยาการแพทย์ที่ไปคลุกคลีกับชนพื้นเมืองชาว FORE ศึกษาทางมานุษยวิทยาจนสามารถหยุดการระบาดได้
          ​การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวิทยาและวัฒธรรม วิถีชีวิต มีผลต่อการเกิดโรคในแต่ละยุคสมัย ในตอนแรกที่ด้านสุขาภิบาลอาหารและสิ่งแวดล้อมยังไม่ดีมากนัก ทำให้เกิดการระบาดของโรคอหิวตกโรคในชุมชน ต่อมาเมื่อมีความสมบูรณ์ทางอาหารและเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตมนุษย์ ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆมากขึ้น เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง เมื่อเข้าสู่ยุคปัจจุบันที่มนุษย์มีพฤติกรรมที่อยากค้นคว้า อยากรู้ อยากลอง ทำให้เกิดการค้นพบโรคติดต่ออุบัติใหม่ต่างๆ เช่น การติดเชื้อไวรัสอีโบลา การติดเชื้อไวรัสซาร์ ตลอดจนการติดเชื้อไวรัสโคนา 2019 ที่เกิดจากการรับประทานค้างคาวดิบ 
          ​จากบทความข้างต้น เห็นว่า ทฤษฎีด้านมานุษยวิทยา สังคม วัฒนธรรม มีอิทธิพลต่อการเกิดโรค และมีผลต่อการดูแลผู้ป่วย ครอบครัวและชุมชน มานุษยวิทยา ทำให้การกำหนดมาตรการหรือโครงการในการควบคุมป้องกันโรค มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมในชุมชนมากขึ้น ทำให้การดำเนินการมาตรการมีความสำเร็จได้สูงและมีความยั่งยืน
***​สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://db.sac.or.th/covid-19/th/article-details.php?atc_id=1
Picture
อ้างอิง
        1. Kuru (disease) available at https://en.wikipedia.org/wiki/Kuru_(disease)
        2.Liberski PP, Sikorska B, Lindenbaum S, Goldfarb LG, McLean C, Hainfellner JA, Brown P. Kuru: genes, cannibals and neuropathology. J Neuropathol Exp Neurol. 2012 Feb;71(2):92-103. doi: 10.1097/NEN.0b013e3182444efd. PMID: 22249461; PMCID: PMC5120877.
        3. Yurdakok K, Yavuz T, Taylor CE. Swaddling and acute respiratory infections. Am J Public Health. 1990 Jul;80(7):873-5. doi: 10.2105/ajph.80.7.873. PMID: 2356917; PMCID: PMC1404984.
        4. W. W. Cort, J. B. Grant, and N. R. Stoll, “General Summary of Results,” in W. W. Cort, J. B. Grant, and N. R. Stoll (eds.), Researches on Hookworm in China: Embodying the Results of the Work of the China Hookworm Commission, June, 1923 to November, 1924, Monographic Series no. 7 (Baltimore: The American Journal of Hygiene, 1926), 393–98. {อ้างใน  The Guts of the Matter A Global History of Human Waste and Infectious Intestinal Disease
 , pp. 103 - 123 DOI: https://doi.org/10.1017/9781108642323.007 และอ้างใน Human Ecology and Infectious Diseases available at https://www.ircwash.org/sites/default/files/245.12-83HU-8165.pdf
 page 192 }
Picture

Author

นพ.วรยศ ดาราสว่าง FETP รุ่น 37
กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลบุรีรัมย์

1 Comment

รู้หรือไม่ คนไทยได้ทุนวิจัยจากจาก NIH สหรัฐอเมริกาเท่าไหร่

21/5/2023

0 Comments

 
Picture
          NIH หรือ National Institute of Health เป็นหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ ที่ให้ทุนวิจัยทั้งในและต่างประเทศ นับว่าเป็นหน่วยงานที่น่าสนใจ เขาสร้างความรู้ไม่ใช่ด้วยคนในสถาบันของเขาเท่านั้น แต่ยังชวนคนเก่งจากประเทศอื่น ๆ ไปสร้างความรู้ได้ด้วย การสร้างความรู้นั้นมีหลักฐานปรากฎเป็นบทความตีพิมพ์ บางเรื่องเขาไม่อาจศึกษาในประเทศได้ ต้องศึกษาในต่างประเทศ ด้วยคนของประเทศนั้น ๆ
          เว็บเพจในรูปข้างบนนี้คือ รายงานการให้ทุนศึกษาวิจัยของ NIH ผมได้ลองเข้าไปค้นดูแล้วรู้สึกทึ่งหลายอย่าง อยากชวนให้ผู้อ่านได้ลองเข้าไปดูครับ เว็บนี้คือ report.nih.gov สังเกตว่ามี box ให้ใส่คำค้น ลองใส่คำว่า Thailand ดูครับ

Read More
0 Comments

7 วิธีโตอย่างมั่นคงในระบบราชการ

26/2/2022

2 Comments

 
Picture
พ.ท.ดร.นพ.ภพกฤต ภพธรอังกูร FETP รุ่นที่ 26
กองส่งเสริมสุขภาพและเวชกรรมป้องกัน
​กรมแพทย์ทหารบก
1. ทำตามหน้าที่ ตามสั่ง ตามนโยบาย ประสานประโยชน์ในงานตนกับเจ้านาย
2. คิดสร้างสรรค์ เรียนรู้ต่อเนื่องในงานตามนโยบาย ไม่ใช่ตามใจตน
3.วางตัวให้เหมาะแก่กาลเทศะ ยอมรับในความรู้ความสามารถของเจ้านายและผู้ร่วมงานว่ามีข้อจำกัดหรือข้อเด่นอะไร แล้วอุดหรือหนุนพวกเขา
4. ฟังความเห็นต่าง พูดสนับสนุน และเพิ่มเติม ในข้อเห็นต่างที่มีประโยชน์ ให้เจ้านายหรือลูกทีมฟังได้ ไม่หักหน้า หักดิบ 
5. แสวงหาความร่วมมือ ประสานประโยชน์ระหว่างหน่วยงานให้มาก เอางานเป็นหลัก ไม่ยึดตัวบุคคล ยกเว้นเจ้านาย 
6. ไม่ทำงานที่ไม่ใช่นโยบาย หรือไม่สอดคล้องกับพันธกิจของหน่วยงาน แต่ถ้าอยากทำก็แสดงให้เห็นว่า งานนั้นช่วยหน่วยงาน หรือสอดรับกับยุทธศาสตร์ของหน่วยงานอย่างไร
7. สร้างทีมที่เข้าใจระบบการทำงานในงานนั้นๆให้ดี เพราะความเข้าใจในเนื้องาน จะช่วยให้ทีมทำงานเป็นเอกภาพ การเอาใครมาทำก็ได้ มันจะเป็นทีมที่ดีไม่ได้นะ
2 Comments

กว่าจะมาเป็นแพทย์ด้านระบาดวิทยา

26/2/2022

2 Comments

 
ตอนสมัยเป็นนักเรียนแพทย์ พอนึกถึงคำว่า “ระบาดวิทยา” ก็จะนึกถึงการทำงานวิจัยที่หนักหน่วง ตั้งแต่การเรียนเรื่องระเบียบวิธีวิจัยและชีวสถิติ การนำเสนอโครงร่างงานวิจัย การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำเสนอผลการวิจัย พอจบเป็นแพทย์ ก็จะมีความเข้าใจตรงนี้ว่า คนที่เป็นแพทย์ด้านระบาดวิทยา จะต้องเป็นคนที่เก่งวิจัยทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขมากๆแน่เลย แต่พอได้มาเรียนจริงๆที่ FETP ทำให้ผมรู้ว่า การทำวิจัย มันเป็นเพียงแค่ “ส่วนหนึ่ง” เท่านั้น
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้นิดหนึ่ง จะมีคำถามที่หลายๆคนชอบถามผมเมื่อตัดสินใจได้ว่าจะไปขอทุนเพื่อไปเรียนด้านเวชศาสตร์ป้องกัน (แขนงระบาดวิทยา) ก็คือ ทำไมถึงเรียน คำตอบที่ตอบโดยกลั่นกรองมาจากส่วนลึกของจิตใจก็คือ “การไม่อยากโดนโทรปลุกตอนอยู่เวรเมื่ออายุเพิ่มขึ้น มันเหนื่อย” เมื่อผมได้รับทุน (ตอนนั้นขอทุนจากโรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์) และได้รับการตอบรับให้เรียนที่ FETP (หลักสูตร 2 ปี) ชีวิตก็ต้องขนสำมะโนครัวไปอยู่ที่นนทบุรีเป็นเวลา 2 ปี และแล้วชีวิตการเรียนเฉพาะทางก็ได้เริ่มต้นขึ้น
วันแรกของการเรียนหลักสูตรได้จัดให้ให้มีการเรียนพื้นฐานด้านระบาดวิทยาภาคสนามและชีวสถิติ (Introductory Course on Field Epidemiology and Biostatistics) ซึ่งจัดทุกๆเดือนมิถุนายน เป็นหลักสูตร 1 เดือน โดยการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แพทย์ประจำบ้าน (เค้าเรียกว่า “trainee”) ทุกคนต้องเข้า ซึ่งตอนนั้นผมไม่เก่งภาษาอังกฤษเลย (ไม่ว่าจะฟังพูดอ่านเขียน) ทำให้ตอนเรียนต้องตั้งใจมาก เมื่อการเรียนในช่วง 1 เดือน ผ่านพ้นไป จะมีกิจกรรมหนึ่งที่เรียกได้ว่า “หิน” ที่สุดของหลักสูตร ก็คือ กิจกรรม “Monday Meeting” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ trainee คนใดที่ต้องนำเสนองานในกิจกรรมนี้ จะมีความเครียดเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ เหตุผลก็คือ ต้องนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ (ดมยาดมแปรบ) และต้องคอยตอบคำถามจากกลุ่ม trainee ปี 1  trainee ปี 2 และเหล่าบรรดาคณาจารย์ที่เรียกได้ว่าขนกันมาทั้งกองระบาด (มันคือเรื่องจริง) โดยต้องตอบคำถามและอภิปราย เป็นภาษาอังกฤษ (OMG!!) นอกจากนี้ในช่วง 2 ปีที่เรียน จะเจอโจทย์และความท้าทายที่หลากหลาย เช่น การสอบสวนโรค การเฝ้าระวังโรค การประเมินระบบเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา งานวิจัย หรือโจทย์อื่นๆที่คณาจารย์มอบให้เพื่อฝึกทักษะของ trainee 
พอใกล้จบการศึกษาจาก FETP หนทางใหม่ที่ต้องหาก็คือ “การศึกษาต่อในระดับปริญญาโท” คือเรื่องมันมีอยู่ว่า ถ้าจะสอบวุฒิบัตรด้านระบาดวิทยา (ย่อว่า วว.) นอกจากจะเรียนที่ FETP แล้ว จะต้องเรียนปริญญาโทด้านระบาดวิทยาหรือสาธารณสุขด้วย (หลักสูตรของไทยหรือต่างประเทศก็ได้) ถ้าไม่เรียนปริญญาโทก็จะไม่สามารถสอบเอา วว. ได้ พอรับทราบดังนั้น ก็เริ่มหาที่เรียน อย่างที่บอกไว้ข้างต้น “ผมไม่เก่งภาษาอังกฤษเลย” ดังนั้นการเรียนปริญญาโทต่างประเทศคงต้องตัดทิ้ง ก็เลยมาลงเอยที่การเรียนปริญญาโท สาธารณสุขศาสตร์มหาบัณฑิต ของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งนั่นก็หมายความว่า “ต้องย้ายสัมมะโนครัวไปอยู่ที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิอีก 1 ปี TT” 
เมื่อ 1 ปี ผ่านไป ไวเหมือนโกหก (ส่งเล่มวิทยานิพนธ์ ทำเรื่องจบปริญญาโท บลาๆ เรียบร้อย) สิ่งที่ทำให้ trainee ที่ต่างคนต่างแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง (บางคนเรียนมหาลัยอื่นในไทย บางคนเรียนต่างประเทศ) ก็ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งโดยนัดหมาย เพื่อทำสิ่งที่เหมือนกันก็คือ “การสอบบอร์ด” ซึ่งตอนนั้นพูดตรงๆ การเตรียมตัวสอบบอร์ดเป็นอะไรที่ “อภิมหาหิน” กว่าใดๆทั้งปวง เพราะเป็นการตัดสินว่าเราจะเป็นหมอเฉพาะทางหรือไม่ ซึ่งวันก่อนสอบเป็นอะไรที่ต้องสวดมนต์ไหว้พระ ภาวนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก เพื่อให้การสอบผ่านพ้น 
เมื่อการสอบผ่านพ้น และผลก็คือ ทุกคนที่มาสอบด้วยกัน สอบผ่านทุกคน ทำให้ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำงานตามที่ที่ขอทุนมา แน่นอน ผมต้องกลับไปทำงานที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โดยทำงานในกลุ่มงานเวชกรรมสังคม ซึ่งในบทความต่อไป จะมาเล่าให้ฟังว่า ชีวิตการทำงานของหมอระบาดในโรงพยาบาลศูนย์ ทำอะไรบ้าง       
Picture
นพ.วรยศ ดาราสว่าง FETP รุ่น 37
กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลบุรีรัมย์


2 Comments

    Archives

    October 2023
    September 2023
    August 2023
    June 2023
    May 2023
    April 2023
    February 2022

    Categories

    All
    ความรู้ระบาดวิทยา
    แวดวงพี่น้อง FETP
    สาระน่ารู้

    RSS Feed

    บล็อกล่าสุด
    • ประสบการณ์ใน world-class program CDC Public Health Emergency Management Fellowship Training Program, Cohort 16
    • หมอนักสืบ ออกทะเล ตอน ภัยเงียบ…กระแสน้ำไหลย้อนกลับ
    • จากเรื่องราวของ Transgender Teen คนหนึ่ง สู่การเติมความรู้ระบาดวิทยาใน Pride Month
    • 3 คำถามกับนายก: Pride Month กับนักระบาดวิทยา เกี่ยวข้องกันอย่างไร
    • น้อง FETP ปี 2566  “ไม่ต้องตกใจ”
    • มานุษยวิทยากับการเกิดโรคระบาด
    • พี่ครรชิต ลิมปกาญจนารัตน์ FETP คนไทยหนึ่งเเดียวที่ได้เรียน EIS
    • หมอจอห์น สโนว์ ผู้ใช้ระบาดวิทยาสอบสวนโรคภาคสนาม เพื่อไขความจริงโรคอหิวาต์ระบาดในลอนดอน
    • รู้หรือไม่ คนไทยได้ทุนวิจัยจากจาก NIH สหรัฐอเมริกาเท่าไหร่
    • รูปเล่าเรื่อง - รมต. สธ. สหรัฐฯ และ ผอ. US CDC มอบใบประกาศนียบัตรแก่ อ.สุชาติ​
    • 7 วิธีโตอย่างมั่นคงในระบบราชการ
    • กว่าจะมาเป็นแพทย์ด้านระบาดวิทยา
Picture
นพ.ทวีทรัพย์ ศิรประภาศิริ
​นายกสมาคม
Proudly powered by Weebly
  • Home
  • Hall of Fame
    • อ.สุชาติ เจตนเสน >
      • Transcript วิดีโอ อ.สุชาติ
    • อ.ประยูร กุนาศล
    • อ.ธวัช จายนียโยธิน
    • Honorary Awards
    • FETP in Media
    • Alumni's Hall Of Fame
  • กิจกรรมและปฏิทิน
    • Photo gallery
  • About FEAT
    • คณะกรรมการสมาคม
    • Who We Are
    • Association Rules
    • Members
  • Member Application
  • Academic
    • E-book
    • PH Guideline
  • Web link
  • Contact Us
  • Blog